วิธีเลือกคาร์ซีท ให้ปลอดภัยสำหรับลูกน้อย

Last updated: 26 ก.ย. 2566  |  121 จำนวนผู้เข้าชม  | 

วิธีเลือกคาร์ซีท ให้ปลอดภัยสำหรับลูกน้อย

วิธีเลือกคาร์ซีท ให้ปลอดภัยสำหรับลูกน้อย

1. ให้ความสำคัญกับป้ายรับรองมาตรฐาน
     อย่างแรกที่ต้องให้ความสำคัญ คือ ป้ายรับรองมาตรฐานของคาร์ซีทนั่นเอง โดยให้สังเกตง่ายๆ ดังนี้

  • ECE R44 – ถ้าคุณเห็นรหัสนี้แปลว่าคาร์ซีทอันนี้ได้รับผ่านมาตรฐานในเรื่องการทดสอบการกระแทกด้านหน้าและด้านหลังของตัวคาร์ซีทแล้ว
  • UNr 129 – ส่วนรหัสนี้แปลว่าตัวคาร์ซีทได้รับการทดแล้วว่ามีมาตรฐานในการป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง
  • FMVSS Federal Motor Vehicle Safety Standard 213 Child Restraint Systems (มาตรฐานจากประเทศสหรัฐอเมริกา) – หากคุณเห็นมาตรฐานนี้ มั่นใจได้เลยว่าจะปลอดภัยกับตัวของลูกน้อยอย่างแน่นอน โดยมีข้อกำหนดที่ต้องทดสอบคาร์ซีทด้วยความเร็ว 30 ไมล์ต่อชั่วโมง แบบ “Frontal Sled Test” เพื่อจำลองการชน โดยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับบริเวณรอบๆ ศีรษะของคาร์ซีทสำหรับเด็กมีน้ำหนัก 22 ปอนด์หรือน้อยกว่า คาร์ซีทต้องเป็นไปตามมาตรฐานและแรงปลดล็อกหัวเข็มขัด โดยคาร์ซีทต้องมีป้ายที่สามารถมองเห็นได้บนตัวยึด ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐานของรัฐบาลกลาง พร้อมทั้งมีคู่มือ คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการติดตั้งและการใช้งานที่ถูกต้อง ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต และวันที่การผลิต 

2. ระบบเข็มขัดเอาให้ชัวร์แบบรัด 5 จุด (5-points harness) 
     เอาจริงๆ แล้วคาร์ซีทจะมีแบบรัด 3 จุดหรือแบบสายคาดธรรมดาด้วย แต่มาดามว่ามันจะไม่ค่อยปลอดภัยกับตัวลูกน้อยสักเท่าไหร่ ดังนั้น เลือกแบบ 5 จุดไปเลยจะดีที่สุด เพราะสามารถรัดได้แน่นหนา คือมีตรงที่รัดไหล่ 2 เส้น รัดเอว 2 เส้น และหว่างขา 1 เส้น นั่นเอง

3. เลือกซื้อมือหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย
     ความใหม่ของคาร์ซีทมีผลต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก ดังนั้น มาดามแนะนำว่าให้ลงทุนซื้อมือหนึ่งไปเลยจะดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยของชีวิตลูกน้อยนั่นเอง อย่าเห็นแก่ของถูกนะ เพราะของมือสองนั้นสุ่มเสี่ยงมากๆ ว่าจะเคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้ว และมาย้อมแมวขายคุณอีกที

4. คาร์ซีทที่เลือกมาต้องเหมาะสมกับช่วงอายุและส่วนสูงของลูกน้อย
     การเลือกคาร์ซีทมาใช้งานสักอันนั้นต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก จะเลือกแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไมได้นะคุณพ่อคุณแม่ เพราะต้องเลือกแบบให้เหมาะสมกับช่วงอายุและส่วนสูงของลูกน้อยด้วย โดยจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

  • คาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ (Rearward-facing baby seat) – คาร์ซีทแบบนี้จะมีลักษณะการหันหน้าไปทางเบาะ หรือหันหลังให้กับด้านหน้ารถนั่นเอง ซึ่งจะเหมาะสำหรับ “เด็กแรกเกิด” ไปจนถึง “อายุ 3 ปี” เพราะช่วงวัยนี้กระดูกต้นคอยังแข็งแรงไม่มากพอที่จะรับแรงกระแทกนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องติดตั้งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ จะช่วยลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับเจ้าตัวน้อยได้ เมื่อรถเกิดเบรกขึ้นมากระทันหันนั่นเอง
  • คาร์ซีทแบบหันหน้าไปทางหน้ารถ (Forward-facing child seat) – สำหรับเด็กโตขึ้นมาหน่อยอายุ 2-5 ปี สามารถใช้งานแบบหันหน้าไปทางหน้ารถได้แล้ว แต่ที่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มเติมคือต้องเลือกให้เหมาะกับส่วนสูงด้วย
  • คาร์ซีทแบบผสม (Combination seat) – ก็คือคาร์ซีทสามารถเป็นได้ทั้งแบบหน้าเข้าหาเบาะและหันหน้าไปทางรถนั่นเอง เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2-5 ปี โดยข้อดีของเจ้าคาร์ซีทแบบนี้ เปรียบเสมือนการเลือกซื้อเสื้อผ้าเผื่อโตให้กับลูกน้อยนั่นเอง ตอนที่ลูกยังเล็กอยู่ กระดูกคอไม่แข็งก็ติดตั้งแบบหันหน้าให้เบาะ พอโตขึ้นมาหน่อยก็เปลี่ยนเป็นไปหันหน้ารถได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามถ้าส่วนสูงไม่เหมาะสมกับเบาะแล้ว ก็ยังต้องเปลี่ยนอยู่ดี เพื่อความปลอดภัย
  • คาร์ซีทแบบมีพนักพิงด้านหลัง (High-backed Booster Seat) – คาร์ซีทแบบนี้จะใช้สำหรับเด็กที่โตประมาณหนึ่งแล้ว คือ ในช่วง 5 ปีขึ้นไปหรือเด็กที่น้ำหนักตัวไม่เกิน 25 กิโลกรัม นั่นเอง เพราะจะช่วยให้นั่งสบายมากขึ้น และเป็นการปรับตัวสำหรับการนั่งเบาะธรรมดาที่ต้องคาดเข็มขัดได้อีกด้วย

5. มีการป้องกันกระแทกด้านข้าง
     สิ่งนี้สำคัญมากๆ นะ มาดามขอบอก เพราะ จากสถิติถารเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ประมาณ 25-30% ที่เกิดจากทางด้านข้าง เพราะฉะนั้นควรเลือกคาร์ซีทที่ป้องกันแรงกระแทกจากด้านข้างได้ จะสามารถป้องกันได้อย่างครอบคลุมที่สุด

6. ติดตั้งง่าย ใช้คล่อง
    ใช่แล้วสิ่งต่อมา คือ ต้องติดตั้งได้ง่ายนั่นเอง ถ้าใช้แต่ละต้องมามีขั้นตอนเยอะแบบนี้ก็ไม่ไหว ให้หาแบบที่มี ISOfix จะดีที่สุด เพราะถ้ามีสิ่งนี้จะช่วยให้การติดตั้งรวดเร็วขึ้นมากเลยล่ะ โดยเจ้า ISOfix จะมีลักษณะเป็นแหวนโลหะที่ส่วนด้านล่างไว้สำหรับเชื่อมต่อคาร์ซีทเข้ากับเบาะรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบาย

7. เลือกคาร์ซีทที่ใช้งานได้ระยะยาว
    การเลือกคาร์ซีทที่ใช้งานได้ระยะยาวนั้นไม่ได้หมายถึงเลือกคาร์ซีทที่มีคุณภาพอย่างเดียว ต้องดูตรงที่วางขาด้วยว่าสามารถปรับระดับได้ไหม เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้คาร์ซีทที่คุณเลือกมานั้นสามารถใช้งานระยะยาวได้นั่นเอง เนื่องจากตรงบริเวณขาสามารถปรับให้เข้ากับขาของลูกน้อยได้ตามวัยไม่ต้องเปลี่ยนหลังจากที่แน่นแล้ว

8. ทุกชิ้นส่วนทำความสะอาดง่าย
     และอย่างสุดท้ายนั่นก็คือเรื่องของความสะอาดนั่นเอง ถ้าเป็นไปได้ควรจะเลือกเบาะที่กันน้ำ จะสามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่า เพราะไม่เลอะเทอะนั่นเอง แต่ข้อสุดท้ายนี้เป็นเพียง options เสริมเท่านั้นนะ ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เพราะไม่ได้ส่งกับตัวของลูกน้อยมากนัก

อ้างอิง : https://www.central.co.th/e-shopping/

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้